ถ้าเปรียบจักรราศีสิบสองราศีเป็นเวทีการเรียนรู้ วิญญาณก็เหมือนนักแสดงที่ต้องเดินตามบทที่เขียนไว้ แต่ตัวละครหลักที่ทำให้เรื่องราวเคลื่อนไปข้างหน้าคือดาวเคราะห์ แต่ละดวงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ลอย ๆ บนท้องฟ้า แต่เป็นพลังงานที่แสดงออกผ่านชีวิตของเรา ดาวทุกดวงเหมือนครูที่สอนบทเรียนแตกต่างกัน บางครูใจดี บางครูเข้มงวด แต่ทุกครูล้วนทำให้เราเติบโตในแบบที่วิญญาณต้องการ
ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ และก็เช่นกันในดวงชะตา มันคือหัวใจของตัวตน คือแก่นแท้ที่เรามาเรียนรู้ในชาติปัจจุบัน พลังของอาทิตย์คือแสงสว่างที่ทำให้วิญญาณประกาศตัวเองอย่างเต็มที่ หากในดวงของใครอาทิตย์ถูกท้าทาย เช่น ทำมุมตึงกับดาวเสาร์หรือพลูโต ก็อาจหมายถึงบทเรียนที่ยากเกี่ยวกับการยืนหยัดเป็นตัวเอง แต่ความยากนั้นเองที่ทำให้วิญญาณแข็งแรง
ดวงจันทร์คืออีกด้านหนึ่ง มันคือความทรงจำ อารมณ์ ความผูกพัน และอดีตที่เราหอบมาด้วย กรรมที่อยู่ในจันทร์มักแสดงผ่านความสัมพันธ์กับแม่ ครอบครัว หรือความรู้สึกปลอดภัยในชีวิต หากจันทร์ในดวงทำมุมตึงกับดาวเคราะห์อื่น เรามักพบการเรียนรู้ซ้ำ ๆ เกี่ยวกับการเยียวยาหัวใจและการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์
ดาวพุธคือครูเรื่องการสื่อสารและการเรียนรู้ มันบอกว่าเราจะคิด พูด และเข้าใจโลกอย่างไร หากพุธอยู่ในราศีหรือเรือนที่ตึงเครียด บทเรียนกรรมอาจเกี่ยวกับการถูกเข้าใจผิด หรือการใช้คำพูดที่ทำร้ายผู้อื่น การเรียนรู้ที่จะใช้คำอย่างมีสติและซื่อสัตย์คือการปลดปล่อยพลังกรรมนี้
ดาวศุกร์คือเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์ และคุณค่าในใจเรา หากศุกร์ทำมุมท้าทาย มักหมายถึงบทเรียนเรื่องความสัมพันธ์ที่เข้มข้นและซับซ้อน วิญญาณบางดวงอาจต้องผ่านความเจ็บปวดในความรักซ้ำ ๆ เพื่อเรียนรู้ว่าความรักแท้จริงไม่ใช่การครอบครอง แต่คือการแบ่งปันโดยไม่ยึดติด
ดาวอังคารคือพลังขับเคลื่อน ความกล้า และการลงมือทำ แต่ในมุมกรรม อังคารก็เป็นบทเรียนเรื่องการจัดการความโกรธและพลังชีวิต หากใครมีอังคารเด่นหรือถูกท้าทายในดวง อาจต้องเรียนรู้การใช้พลังนี้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ใช้เพื่อทำลาย
ดาวพฤหัสเป็นครูเรื่องการเติบโต ความศรัทธา และโชคชะตา แต่บทเรียนของพฤหัสคือการรู้จักสมดุลระหว่างการขยายกับการรู้พอ บางครั้งกรรมที่มาพร้อมพฤหัสคือการเชื่อเกินไป หลงทางในอุดมการณ์ หรือใช้ศรัทธาอย่างผิดทาง
ดาวเสาร์คือครูใหญ่ของกรรม มันคือพลังที่ทดสอบเราผ่านข้อจำกัด ความล่าช้า และความยากลำบาก เสาร์บอกเราว่ามีเรื่องใดในชีวิตที่เราจำเป็นต้องใช้เวลาและความพยายามมหาศาลเพื่อเรียนรู้ วิญญาณไม่ได้เลือกเสาร์มาเพื่อทำร้าย แต่เพื่อทำให้เราแข็งแรงอย่างแท้จริง
ดาวยูเรนัส เนปจูน และพลูโตเป็นดาวเคราะห์รุ่นใหญ่ที่ทำงานในระดับลึก ยูเรนัสบอกถึงการปฏิวัติและการหลุดจากพันธนาการ กรรมที่มากับยูเรนัสมักทำให้เราเจอเหตุการณ์พลิกผันแบบไม่คาดคิด เพื่อบังคับให้เราหลุดออกจากกรอบเดิม เนปจูนเชื่อมกับความฝัน ความเชื่อ และสิ่งลี้ลับ กรรมที่มากับเนปจูนมักสอนเรื่องการแยกแยะความจริงกับภาพลวงตา ส่วนพลูโตคือพลังแห่งการตายและเกิดใหม่ในระดับลึกที่สุด กรรมของพลูโตมักทำให้เราเจอบทเรียนที่เปลี่ยนชีวิตทั้งระบบ
เมื่อดาวเหล่านี้ถอยหลัง หรือ Retrograde ความหมายในเชิงกรรมก็ชัดเจนขึ้น ดาวถอยหลังคือสัญญาณว่ามีบางอย่างจากอดีตที่ยังไม่ได้ถูกสะสาง วิญญาณเหมือนถูกเรียกให้ย้อนกลับไปทบทวนบทเรียนเดิมซ้ำอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น หากพุธถอยหลังในดวงกำเนิด อาจหมายถึงวิญญาณเคยมีปัญหาเรื่องการสื่อสารในอดีตชาติ และต้องเรียนรู้ซ้ำว่าการใช้คำพูดคือพลังสร้าง ไม่ใช่พลังทำลาย หากศุกร์ถอยหลัง อาจบ่งบอกว่ามีกรรมเก่าในความสัมพันธ์ที่ยังต้องปลด การถอยหลังของดาวใดก็ตามจึงเป็นสัญญาณของ “ร่องรอยกรรม” ที่เราต้องหันมาทำงานด้วยอย่างตั้งใจ
ดาวถอยหลังในดวงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นจุดที่อธิบายได้ว่า ทำไมชีวิตเราถึงเจอเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ที่เหมือนย้อนกลับมาอยู่เสมอ ความเข้าใจในจุดนี้ทำให้เราไม่รู้สึกว่าตัวเองติดกับดักอีกต่อไป แต่เห็นว่าเรามีโอกาสได้แก้ไขสิ่งที่เคยค้างคามานาน
ดาวเคราะห์ทั้งหมดในดวงกำเนิดจึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายบนกระดาษ แต่คือประตูที่เปิดไปสู่บทเรียนวิญญาณ เราแต่ละคนเกิดมาพร้อมกับครูดาวที่แตกต่างกัน และการรู้ว่าดาวของเรากำลังสอนอะไรอยู่ คือการรู้ว่าเส้นทางการชำระกรรมของเราจะเดินไปทางไหน
Line : @horomagick
>> https://lin.ee/E6cTL1k
หมายเหตุ:
ข้อความและรูปภาพบนเว็บไซต์นี้ ห้ามนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต










